|
การป้องกันไวรัสในองค์กร
เรียบเรียงโดย : สัญญา คล่องในวัย
ที่มา : ThaiCERT: Thai Computer Emergency Response Team ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย
ไวรัสคอมพิวเตอร์ หลายๆท่านคงจะทราบดีว่า มหันตภัยร้ายจากไวรัสคอมพิวเตอร์
ต่างๆก่อให้เกิดความเสียหาย ความวุ่นวายในการทำงานได้อย่างไรบ้าง
ซึ่งหลายคนก็ตระหนักดีว่ามันมีความร้ายกาจขนาดไหน หรือบางท่านอาจประสบ
มาด้วยตัวเองบ้างแล้วก็เป็นได้ หรืออาจเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง
บางท่านอาจมีความเข้าใจผิดๆ
ทำให้เกิดความกลัวจนเกินเหตุแล้วมาตรการสำหรับการป้องกัน ควรจะเป็นหน้าที่ของใคร ?
ผู้ดูแลระบบของเรา หรือผู้ใช้เครื่องที่ต้องดูแลกันเอง
แล้วจะเลือกวิธีการใดในการป้องกัน จะใช้ระบบที่เป็นฮาร์ดแวร์ หรือระบบที่
เป็นซอฟต์แวร์ แบบใดให้ความน่าเชื่อถือในการทำงานมากกว่า
ก่อนที่เราจะศึกษากันถึงวิธีการในการป้องกัน เราต้องมาทำการศึกษากันถึงพฤติกรรม
และลักษณะการทำงานของไวรัส เพื่อให้เข้าใจถึงการทำงานของไวรัส
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และศึกษาว่าไวรัสมีอยู่กี่กลุ่มกี่ประเภท มีกี่สายพันธุ์
หลังจากนั้นเราจึงมาศึกษาเพื่อหาวิธีป้องกันระบบให้ปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์
ดังคำกล่าวโบราณที่กล่าวว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"
ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร
ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติ
นำตัวเองไปติดปะปนกับโปรแกรมอื่นที่อยู่ในระบบ ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่โดนไวรัสเล่นงาน
จะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลที่อยู่บนดิสก์ หรือฮาร์ดดิสก์
หรือเกิดการทำงานที่ไม่พึงประสงค์เช่น การลบไฟล์ที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์
หรือฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการทำงานของไวรัสโดยส่วนใหญ่ทั่วไปแล้วจะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำลาย
แต่จะมีการทำงานอย่างง่ายๆ เช่น การขู่หรือการแสดงข้อความเพื่อให้เกิดความกลัว
ไวรัสจะทำงานเฉพาะในหน่วยความจำของระบบเท่านั้น และจะอยู่จนกว่าจะมีการปิดเครื่อง
เมื่อมีการปิดเครื่องไวรัสก็จะถูกกำจัดออกจากหน่วยความจำด้วยเช่นกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าได้กำจัดไวรัสออกจากระบบ
เพราะการปิดเครื่องไม่ได้เป็นการกำจัดไวรัสออกจาก ไฟล์,โปรแกรม หรือจากแผ่นดิสก์
ฮาร์ดดิสก์ ที่มีไวรัสแอบแฝงอยู่ เมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์ในครั้งต่อไป
ไวรัสก็จะทำงานด้วย และมันก็จะทำการแพร่กระจายไปยังโปรแกรมอื่นๆ
ด้วยการทำงานของโปรแกรมไวรัสเอง ไวรัสคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะของการแพร่กระจาย
และการดำรงค์อยู่ เหมือนกับเชื้อไวรัส
กลุ่มของไวรัส
กลุ่มของไวรัสมีการจัดแบ่งกลุ่มออกได้เป็นหลายกลุ่ม
และกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่กลุ่มของไวรัสที่เรียกว่า
"มาโคร ไวรัส" ซึ่งจะทำงานและแพร่กระจายไปกับไฟล์ข้อมูลประเภทเอกสารต่างๆ
ถูกค้นพบครั้งแรกในไฟล์เอกสารของโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด และต่อมาพบในเอ็กเซล
และเพาเวอร์พ้อยท์ด้วย ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมสำหรับตรวจสอบและค้นหาไวรัส หลายๆตัว
สามารถที่จะทำงานกับไฟล์เอกสารที่มีส่วนขยายเช่น .DOT ,.DOC เหล่านี้ได้ และ
ปัจจุบันมีการจัดกลุ่มของไวรัสตามลักษณะการทำงานได้ดังนี้
- Common Viruses : เป็นไวรัสทั่วๆไปไม่หวังผลในการทำลาย
เน้นการทำให้เกิดความกลัวและสร้างความรำคาญง่ายต่อการตรวจสอบและกำจัด
- Program Viruses :
ไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้เมื่อมีการเรียกใช้โปรแกรมที่มีไวรัสอยู่ให้ทำงาน
และจะกระจายไปสู่โปรแกรมอื่นอย่างรวดเร็ว
- Boot Viruses : ไวรัสทีสามารถแฝงตัวเอง
และแพร่กระจายในส่วนพื้นที่เฉพาะของดิสก์ หรือฮาร์ดดิสก์ คือในส่วนของ Boot
Record หรือ Master Boot Record เช่น ไวรัส Stone เป็นต้น
- Stealth Viruses :
ไวรัสที่มีความสามารถในการหลบซ่อนปิดบังซ่อนเร้นตัวเองจากการตรวจสอบได้
ทำให้ยากแก่การตรวจสอบ และกำจัด
- Polymorphic Viruses : เป็นไวรัสที่มีลักษณะการทำงานหลายรูปแบบในตัวเอง
มีรูปแบบที่แตกต่างกันในการแพร่กระจายแต่ละครั้ง ทำให้ยากแก่การตรวจจับ
- Multipartite Viruses : ไวรัสแบบผสม
ที่รวมเอาการทำงานของไวรัสหลายๆแบบไว้ด้วยกัน สามารถแพร่กระจายได้ทั้งในไฟล์
และโปรแกรม
- Macro Viruses : มาโครไวรัส เป็นไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่
โดยถูกสร้างขึ้นมาจากภาษามาโครของเวิร์ด (คือ Word Basics)
และจะแพร่กระจายกับไฟล์เอกสารของเวิร์ด เอ็กเซลล์ หรือ เพาเวอร์พ้อยท์ เช่น
ไวรัสที่ชื่อ WM.CAP เป็นต้น
ไวรัสสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับใด
ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถติดไปกับโปรแกรมต่างๆที่สามารถทำงานได้
เช่นเวิร์ดโปรแซส
ซิ่ง สเปรตชีต หรือ โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ไวรัส
สามารถติดไปกับส่วนต่างๆ ของดิสก์ หรือส่วนที่เฉพาะเจาะจงของระบบดิสก์ได้ เช่น Boot
Record ได้ซึ่งมันจะถูกเรียกให้ทำงานทันทีที่มีการนำแผ่นดิสก์ที่มีไวรัสไปใช้งาน
หรือมีการบูตระบบให้ทำงาน และจะเริ่มกระบวนการแพร่กระจาย แต่ไวรัสคอมพิวเตอร์
จะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับระบบที่เป็นฮาร์ดแวร์ได้ เช่นจอภาพ
หรือคีย์บอร์ด แต่บางครั้งการทำงานของไวรัสทำให้เราเข้าใจผิดพลาด
ว่าระบบฮาร์ดแวร์มีปัญหา
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าไวรัสเข้าไปทำการควบคุมโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของจอภาพ
และคีย์บอร์ด เช่นการทำให้เกิดตัวอักษรแปลกๆ หรือตัวอักษรร่วงหล่นจากจอภาพ
และไวรัสจะไม่สามารถทำให้ดิสก์เสียหายได้ เพียงแต่จะอาศัยอยู่ในดิสก์เท่านั้น
และยังสามารถติดกับไฟล์ได้หลายๆประเภทและมันจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานกับโปรแกรมหรือข้อมูลนั้นๆ
เท่านั้น
มาตรการการป้องกัน
ในการป้องกันไวรัสไม่ให้สร้างความเสียหายให้แก่ระบบ
ควรจะเลือกใช้วิธีใดในการป้องกันการเลือกใช้ ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์
อย่างไหนมีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่ากัน ซึ่งควรจะมาทำการ พิจารณากันว่า
ในองค์กรควรจะเลือกวิธีการใด ในการป้องกันองค์กรให้ปลอดภัยจากไวรัส
เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ หากมีการเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการป้องกันไวรัส
แน่นอนที่สุดหากมีการใช้ฮาร์ดแวร์ก็ต้องมีการใช้การ์ดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
และป้องกัน ที่สำคัญที่สุดนอกจากการทำงานของการ์ดแล้ว
การที่การ์ดจะรู้จักไวรัสตัวใหม่ๆ การวิเคราะห์โปรแกรมต้องสงสัย
และการ์ดให้ความคุ้มครองได้ในระดับไหน
แล้วความเข้ากันได้กับระบบฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์ และระบบปฏิบัติการ
หรือโปรแกรมที่ใช้งานมีการสนับสนุนการทำงานที่เพียงพอหรือไม่
เช่นการซัพพอร์ททางด้านเทคนิค การให้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆของไวรัส
การอัพเกรดความสามารถของการ์ด ราคาของการ์ดที่จะนำมาใช้
เหมาะสมกับความสามารถของการ์ดหรือไม่
ถ้ามองถึงในด้านการทำงานแล้วอุปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์
และทำงานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มักจะมีโปรแกรมควบคุม และจัดการ
การทำงานมาด้วยเสมอ ก็คือโปรแกรมไดรเวอร์ และต้องมีโปรแกรมทำงาน โปรแกรมช่วยเหลือ
โปรแกรมยูทิลิตี้ ซึ่งยังคงเป็นการใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์อยู่ดี
แล้วการเลือกใช้ซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันไวรัสที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยในระดับไหน
ความน่าเชื่อถือเป็นอย่างไร
ซึ่งโปรแกรมประเภทที่ว่าในปัจจุบันมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้เพื่อความเหมาะสมขององค์กรหรือหน่วยงานขนาดต่างๆ
และเหมาะสมกับระบบปฏิบัติการหลายๆแบบให้เลือกใช้
ความเข้ากันได้ของการทำงานมีสูงกว่าระบบฮาร์ดแวร์ แล้วจะเลือกใช้ตัวไหนดี
สำหรับโปรแกรมป้องกันไวรัสที่โดดเด่น
และรู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเล่นคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมที่ชื่อ SCAN
จากค่าย McAfee สแกนมีความสามารถในการตรวจสอบไฟล์ข้อมูลประเภทต่างๆ
และตัวโปรแกรมมีขนาดเล็ก การทำงานมีทั้งการทำงานตามปกติ
การตรวจจับลักษณะการทำงานของไฟล์ต้องสงสัย
การทำงานในหลายได้ในหลายระบบปฏิบัติการเช่น Dos Windows 3.X Window95 Window NT
และความสามารถในการตรวจสอบไฟล์ที่มาจากระบบเน็ตเวิร์ค หรืออินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า
WebScan การอัพเดตฐานข้อมูลของไวรัส (Virus Signature) และการรู้จักไวรัสตัวใหม่ๆ
ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดอ่อนของโปรแกรมตัวนี้ก็ได้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรุ่นของโปรแกรมที่เร็วมาก
และการอัพเดตฐานข้อมูล
ผู้ใช้ต้องดำเนินการดาวน์โหลดโปรแกรมรุ่นใหม่และทำการติดตั้งเองทั้งหมด
ซึ่งถ้าผู้ใช้แต่ละคนไม่หมั่นทำการอัพเดตซึ่งปกติจะทำเดือนละครั้งก็จะเป็นจุดที่ไวรัสจะเข้าโจมตีได้เช่นกัน
โปรแกรมตัวต่อไปที่นิยมไม่แพ้กัน
และมีชื่อเสียงคุ้นเคยกันมานานก็คือโปรแกรมตระกูล Norton Anti Virus จากค่าย
Symantec โปรแกรมตัวนี้มีจุดเด่นที่เป็นจุดเข็ง
และเป็นหัวใจในการทำงานหลายประการเช่น การจัดการกระบวนการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติ
การค้นหาไวรัสตามเวลาที่ได้ตั้งเอาไว้
การอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสที่สามารถทำได้โดยอัตโนมัติด้วยการคลิกเม้าท์เพียงปุ่มเดียว
โปรแกรมจะทำการติดต่อกับเครื่อง Server ของบริษัทเพื่อทำการอัพเดตข้อมูลให้
เรียกว่าการทำ "Live - Up-date"
ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องทำการดาวน์โหลดข้อมูลด้วยตัวเองและรอการทำงานจนเสร็จ
และติดตั้งโปรแกรมอีกครั้งหนึ่ง การทำ Live - Up-date
สามารถทำได้ตลอดเวลาเช่นตอนเที่ยงก่อนทานข้าวก็ทำเอาไว้โปรแกรมจะทำการติดตั้งโดยอัตโนมัติ
เมื่อกลับจากทานข้าวก็ทำการบูตระบบ
ให้โปรแกรมฐานข้อมูลไวรัสตัวใหม่ทำงานก็เสร็จกระบวนการ
ซึ่งฐานข้อมูลจะมีการปรับปรุงทุกๆ 15 -30 วัน นอกจากนี้การตรวจจับไฟล์ที่ต้องสงสัย
การทำงานหลังฉากก็มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง การแจ้งเตือนทำได้ชัดเจน รวดเร็ว
มีข้อเสียคือโปรแกรมตรวจจับมีขนาดในหน่วยความจำที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับเครื่องที่หน่วยความจำน้อย
นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่เราไม่ค่อยรู้จักได้แก่ Dr.Solomon's PC-Cillin
Cheyenen เป็นต้น สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบ Server ใช้งาน
โปรแกรมสำหรับระบบที่ว่านี้โปรแกรมที่น่าสนใจก็มี Cheyenne Inoculan
ซึ่งเหมาะกับการทำงานกับระบบเน็ตเวิร์คที่เป็น Windows NT และ Windows Client
มีความสามารถตรวจจับไวรัสที่ติดมากับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้และมีการจัดการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบที่ค่อนข้างดี
เช่นการที่อนุญาติให้ผู้ดูแลระบบสามารถที่จะตรวจสอบเครื่องที่ต้องสงสัยว่ามีไวรัสที่อยู่ภายในระบบได้
อีกโปรแกรมที่น่าสนใจสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ก็คือ LDVP 5.0 หรือ LanDesk Virus
Protect ของบริษัทอินเทลซึ่งมีความสามารถในการทำงานที่ไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการ
มีการจัดการที่ดีและจะมีความสามารถสูงขึ้นหากมีการทำงานร่วมกับโปรแกรมจัดการระบบ
ที่ชื่อ LanDesk Manager จากบริษัทเดียวกัน
บทสรุป
ระบบไหนที่จะเหมาะสำหรับการใช้ในองค์กร ?
โดยความคิดเห็นของผู้เขียนแล้ว แต่ละระบบก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน
หากเป็นองค์กรที่มีขนาดค่อนข่างใหญ่ มีการใช้ระบบปฏิบัติการหลายๆตัวแล้ว
ทางเลือกที่ดีน่าจะเป็นการเลือกใช้ซอฟท์แวร์ป้องกันที่สามารถจัดการระบบ
มีความสามารถในการทำงานกับระบบเน็ตเวิร์คได้
และการใช้โปรแกรมที่ถูกต้องตามกฏหมายก็ยังเป็นการประหยัดงบประมาณมากกว่าการใช้ระบบที่เป็นฮาร์ดแวร์
เพราะระบบที่เป็นฮาร์ดแวร์ใช้ได้กับเครื่องใดเครื่องหนึ่งเท่านั้น
ต้องมีการถอดประกอบเครื่องและติดตั้งโปรแกรมควบคุมจึงสามารถทำงานได้
นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ยังไม่สนับสนุนการทำงานร่วมกับระบบเน็ตเวิร์คด้วยถึงแม้จะมีการติดตั้งที่ตัว
Server ก็ตามการทำงานก็ยังไม่เด่นนัก ในด้านความเข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการ
สำหรับเครื่องที่ทำงานเป็น Stand alone ในสำนักงานการใช้โปรแกรมจำพวก Scan หรือ
Norton Anti Virus ก็ดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกันทั้งในด้านราคา
และความง่ายในการใช้งาน และสำหรับเครื่องที่มีอยู่ในปัจจุบันการใช้งาน Norton Anti
Virus
ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าและไม่น่าจะเป็นปัญหากับเรื่องหน่วยความจำในปัจจุบัน
การเลือกใช้การป้องกันไวรัสในรูปแบบใดต้องมีการคำนึงถึงความพร้อม
และองค์ประกอบในหลายๆด้านขององค์กร เช่นศักยภาพความสามารถขององค์กร
การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรในองค์กร การเสริมสร้างความรับผิดชอบ
และความมีวินัยในการใช้คอมพิวเตอร์
แม้จะมีมาตรการในการป้องกันไวรัสในองค์กรที่ดีเพียงใด
ถ้าหากบุคลากรที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีวินัยในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
ไม่มีการตรวจสอบแผ่นดิสก์ข้อมูลที่นำมาจากแหล่งอื่นก่อนการใช้งาน ถึงจะมีโปรแกรม
หรือฮาร์ดแวร์ป้องกันที่ดีเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะป้องกันได้ ดังเช่น
"นโปเลียนนักรบผู้แก่งกล้า ก็ยังพ่ายรัก ฉันใด ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ไร้วินัย
ก็พ่ายไวรัสฉันนั้น"
หมายเหตุ
ข้อเขียนในบทความนี้เป็นความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เขียน
บุคคลอื่นไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนผู้เขียน
|